เชื่อหรือไม่… เรียนเช้าทำให้ผลการเรียนแย่…?

Untitled-1

หลายคนมีความเชื่อว่า ช่วงเวลาจะมีผลต่อร่างกายและการทำงานของสมองสูงมาก เห็นได้จาก หากใครจะอ่านหนังสือสอบให้ได้รับประโยชน์สูงสุด ก็ควรเลือกช่วงเวลาที่สมองว่าง และตื่นตัวนั่นคือ ช่วงเช้ามืด ประมาณตี5 -10 โมงเช้า แต่ทั้งนี้ก็คงต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย

เชื่อหรือไม่ เรียนเช้าทำให้ผลการเรียนแย่ เรื่องนี้ หนังสือพิมพ์ยูเอสเอ ทูเดย์ ของสหรัฐอเมริกา ได้นำมารายงานเอาไว้ โดยอ้างอิงผลการวิจัยโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านการศึกษา มหาวิทยาลัยมินเนโซตา สหรัฐอเมริกา ที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเวลาเริ่มเรียนของทางโรงเรียน ว่ามีผลต่อการเรียนของเด็กๆ หรือไม่

โดยพบว่า เวลาในการเข้าเรียนตอนเช้าของนักเรียนนั้น มีผลต่อการเรียน และประสิทธิภาพในการเรียนของเด็ก

การวิจัยครั้งนี้เป็นการทำวิจัยในกลุ่มโรงเรียนที่อยู่ในคัมเบอร์แลนด์ เคาน์ตี้ ซึ่งโรงเรียนมัธยมส่วนใหญ่ จะเริ่มเรียนเวลา 08.30 น.ในขณะที่โรงเรียนอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะระดับประถม มักจะเริ่มเรียนตั้งแต่เวลา 07.30-08.00 น.

หากคำนวณเวลาทั้งหมดแล้ว ถ้าเริ่มเรียนเวลา 07.30 น. นักเรียนจะต้องตื่นเวลาประมาณ 05.45 น.หรือเช้ากว่านั้น เพื่อให้มาทันเรียนในคาบแรก ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับเด็กเหล่านี้คือ เมื่อนอนน้อยลง ก็เสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน เบาหวาน และมีปัญหาด้านสุขภาพจิต เช่น ความวิตกกังวล และความหดหู่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้บรรดาครูจะต้องให้ความใส่ใจกับปัญหาของเด็กที่เกิดขึ้น

แต่หากคิดว่าปัญหาเรื่องสุขภาพของเด็กไม่ใช่เรื่องที่สำคัญมากพอ ก็ต้องมาดูผลกระทบที่จะเกิดกับการเรียนของเด็กกันบ้าง

จูดิธ โอเวนส์ ผู้อำนวยการศูนย์กุมารแพทย์ ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา บอกว่า ผลที่ตามมาจากการที่สุขภาพไม่ดีก็คือ ประสิทธิภาพในการเรียนที่ย่ำแย่ ความใส่ใจที่น้อยลง รวมไปถึงปัญหาด้านความทรงจำ

นางไคลา วอลสตรอม ผู้อำนวยการของศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านการศึกษา มหาวิทยาลัยมินเนโซตา ผู้สนับสนุนการเลื่อนเวลาเรียนในตอนเช้าออกไป บอกว่า เราพบตัวเลขที่น่าสนใจเกี่ยวกับเวลาในการเข้าเรียนที่ดีขึ้น ความล่าช้าที่ลดลง และประสิทธิภาพของการเรียนในวิชาหลัก ทั้งอังกฤษ เลข สังคม และวิทยาศาสตร์ ที่ดีขึ้น และยังมีหลักฐานที่ยืนยันโดยผลการทดสอบที่เป็นมาตรฐานระดับประเทศอย่างการทดสอบ แอคต์ ที่ยืนยันได้ว่า การเริ่มเรียนตอนเช้าที่ช้าลง ทำให้ผลการเรียนดีขึ้น

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้โรงเรียนต้องเริ่มเรียนเช้ามาก คือเรื่องการเดินทาง และเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีเวลาเหลือมากพอสำหรับเวลาว่างของเด็กหลังเลิกเรียน เช่น ให้เด็กเล่นกีฬา เป็นต้น

นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษแนะเยาวชนควรได้รับอนุญาตให้นอนตื่นสายหรือเข้าเรียนสายกว่าเดิมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้และส่งผลดีต่อสุขภาพ สำนักข่าวบีบีซี รายงานผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ด้านการนอนหลับจากประเทศอังกฤษ เสนอให้โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาเริ่มการเรียนการสอนเวลา 10 นาฬิกา

ขณะที่มหาวิทยาลัยควรเริ่มสอนเวลา 11 นาฬิกา เพื่อป้องกันอาการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอแบบเรื้อรัง (chronic sleep deprivation) นักวิจัยให้ข้อมูลว่าเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับร่างกายจริง ๆ เนื่องจากผลการศึกษาพบว่า นาฬิกาชีวภาพของวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นต้องการการพักผ่อนนอนหลับในช่วงเช้าของวัน

แต่สังคมปัจจุบันทำให้วัยรุ่นสูญเสียเวลาพักผ่อนไปประมาณ 2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งส่งผลเสียกับกระบวนการการเรียนรู้และก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพแม้ว่าจะปรับเปลี่ยนเวลาเข้าเรียนในระบบการศึกษาไม่ได้ในทันที เบื้องต้นนักวิจัยจึงได้รณรงค์เรื่องการนอนหลับพักผ่อนให้นักเรียน นักศึกษาโดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมหน้าจอ (screen-based activity) เช่น ดูโทรทัศน์ เล่นคอมพิวเตอร์ เล่นโทรศัพท์มือถือ ก่อนนอนเพื่อส่งเสริมการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากเวลาในการเข้าเรียนตอนเช้าแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้เด็กมีประสิทธิภาพในการเรียนดีขึ้น คือเรื่องของเวลานอน จะต้องนอนหลับอย่างเพียงพอ

กองทุนการนอนหลับแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา แนะนำไว้ว่า นักเรียนควรจะนอนให้ได้วันละ 10-11 ชั่วโมง และผู้ปกครองควรจะช่วยทำให้เด็กนอนหลับอย่างเพียงพอ ห้องนอนต้องเงียบ หลับสบาย เอาทุกอย่างที่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าออกไปจากห้องนอน

ทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยทำให้เด็กมีประสิทธิภาพความสามารถในการเรียนที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

 

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *